Health-Beauty

 
โรคในช่องหูของน้องหมามีหลายสาเหตุ ถ้าเจ้าของหมั่นดูแลทำความสะอาด และคอยสังเกตุอาการของน้องหมา จะได้รักษาก่อนที่เป็นมากขึ้น และที่สำคัญคือต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้หายขาด จะได้ไม่กลับมาเป็นอีกค่ะ
 
มีบทความที่เขียนโดยสัตวแพทย์ท่านหนึ่ง มุกดาวเห็นว่ามีประโยชน์ต่อผู้เลี้ยงน้องหมาทุกคน จึงขออนุญาตคุณหมอนำมาลงไว้ในเอนทรี่นี้แล้วค่ะ
 
ด้วยความปรารถนาดี
มุกดาว
30 ธันวาคม 2556
 
 
"ตรวจดูหูหมาด้วยตนเองได้อย่างไร"

หากหมาเกาหู หมาส่ายสะบัดหัวบ่อยๆ หูมีกลิ่นเหม็น มีหนองหรือน้ำเหลืองไหลจากรูหู ขนบริเวณ กกหูติดเป็นก้อน เจ็บหู ปวดหู ใบหูบวม ฯลฯ

ลักษณะอาการที่ปรากฏดังกล่าวอาจมีสาเหตุมากมายหลายประการ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา มีไรในหู ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ท่านเจ้าของสามารถตรวจตราดูแล "หูหมา" ของท่านได้ก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

ถ้าเป็นหมอ การตรวจหูมักจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Otoscope หรือไฟฉายทำการตรวจ แล้วเจ้าของอย่างเราจะทำอย่างไร มีคำแนะนำครับ

1.จับหมาขึ้นวางบนโต๊ะที่สูงพอประมาณเพื่อความสะดวกในการตรวจ อีกทั้งยังทำให้หมามีความรู้สึกคล้ายกับ ไปรับการรักษาจากสัตวแพทย์ตามคลินิก ลดการต่อต้านดิ้นรนลงเป็นอันมาก ตัวเจ้าของเอง ก็สะดวกในการตรวจดูดีกว่าก้มๆ เงยๆ อยู่กับพื้น

 

2. ใช้มือยกใบหูขึ้นแล้วมองลงไปในรูหูได้สะดวก ทางที่ดีควรใช้ไฟฉายส่องด้วย หูปกติจะไม่มี เศษขี้หูจำนวนมากอุดตัน อาจมีได้บ้างเล็กน้อย ผิวหนังสะอาดเป็นสีนวลไม่มีการอักเสบ บวม แดง หนองหรือบาดแผลปราศจากเห็บในช่องหู

 

3. ดมกลิ่นที่รูหู จะต้องไม่มีกลิ่นเหม็นหืนของเชื้อยีสต์ กลิ่นขี้หูธรรมดาจะไม่ฉุน

4. ใช้นิ้วกดเบาๆ บริเวณช่องหูทางด้านนอก หากมีเสียงคล้ายน้ำกระฉอกไปมาหรือหมาร้อง เพราะเจ็บนั่นหมายถึงปัญหาช่องหูอักเสบ ต้องพาไปพบสัตวแพทย์

 
5. ใบหูสุนัขปกติต้องแบนเรียบสนิทไม่มีการโป่งพองออกหรือขยุกขยิก ส่วนใหญ่ที่โป่งพองออก มักเกิดจากเลือดคั่งในใบหูเพราะสุนัขคันหูจึงเกาหูจนเส้นเลือดฝอยในใบหูแตก ต้องรีบพาไปหาสัตวแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

 

6. ขลิบแต่งขนหรือถอนขนในช่องหูมิให้ขวางกั้น กีดขวางขี้หูที่จะถูกขับออกมาตลอดเวลา จะทำให้ง่ายแก่การดูแลรักษาความสะอาด

7. ทำความสะอาดหูตามปกติหากตรวจดูแล้วหูสุนัขไม่มีความผิดปกติอะไร

8.ให้รางวัล เช่น ขนม หรืออาหารขบเคี้ยว ตลอดจนคำชม ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจหูแต่ละ ครั้งเสมอ หมาจะรู้สึกชอบตลอดจนพึงพอใจในการปฏิบัติเช่นนี้ จัดเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง
 
เครดิต... คลินิกพุทธบูชาสัตวแพทย์
 
 
นินา ชิสุสาว อายุ 3 ขวบครึ่ง ทานอาหาร Holistic มา 2 ปีเต็มแล้ว สุขภาพแข็งแรง
 
คำว่า"โฮลิสติก" (Holistic) นั้น ไม่มีคำจำกัดความในภาษาไทย  แต่ดูจะใกล้เคียงคำว่า ชีวจิต มากที่สุด  เมื่อพูดถึงคำว่าชีวจิต  หลายๆคนจะเบือนหน้าหนี คิดว่ารสชาิติต้องแย่ หรือต้องเป็นอาหารมังสวิรัต  แต่ที่จริงแล้ว คำว่าโฮลิสติก นั้น  หมายถึง การคำนึงถึงภาพรวมทั้งหมด  ไม่ใช่แค่เพียงบางส่วน  คำจำกัดความของอาหารสุนัขและแมวโฮลิสติกนั้น คือ อาหารที่คำนึงถึงสุขภาพในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขน ผิวหนัง ระบบการย่อย การเจริญเติบโต ความแข็งแรง ปลอดโรค ไปจึงถึงความมีชีวิตชีวา ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องมีรสชาติแย่เสมอไป
 
สิ่งที่อาหารโฮลิสติกมีเหมือนกันหมด คือ ความเป็นธรรมชาติของส่วนผสม ส่วนผสมที่อยู่ในอาหารโฮลิสติกมักเป็นส่วนผสมที่เป็นเกรดสำหรับคนบริโภค  ในขณะที่อาหารทั่วไปมักใช้ผลพลอยได้จากเนื้อสัตว์ (by-product)  ซึ่งรวมถึงเครื่องใน กระดูก ขน ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าเป็นของเหลือ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีสารตกค้าง ฮอร์โมน แอนตี้ไบโอติกส์ ก็ได้  ในขณะที่เนื้อสัตว์เกรดคนบริโภคนั้นจะปลอดฮอร์โมน ปลอดภัย และย่อยได้ง่าย นำมาใช้ได้มากกว่า
 
นอกจากเนื้อสัตว์ที่ใช้เป็นเกรดคนบริโภคแล้ว  อาหารโฮลิสติกยังมีส่วนผสมของธัญพืช ที่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าปกติ  ในขณะที่อาหารสุนัขทั่วไปมักใช้ข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวสาลี เป็นแหล่งที่มาของคาร์โบไฮเดรต ซึ่งสุนัขส่วนหนึ่งมีอาการแพ้ และยังมีคุณค่าต่ำ นำไปย่อยใช้ได้ยาก  มีการดัดแปลงพันธุกรรมกันอยางแพร่หลาย โดยเฉพาะข้าวโพด 
 
อาหารโฮลิสติกมักเลือกใช้สิ่งที่ดีกว่า เช่น มันฝรั่ง หรือข้าวกล้อง ที่มีคุณค่าและปลอดภัย สุนัขมีโอกาสแพ้น้อยและไม่ค่อยมีสารเคมีสะสม  ในขณะที่อาหารสุนัขทั่วไปนั้น มีส่วนผสมหลักจบลงเพียงแค่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และกากใย ที่จำเป็นบวกกับกรดไขมันบำรุงขนโอเมก้าที่ได้จากไข่หรือน้ำมันสกัดจากพืชหรือปลา (ในยี่ห้อที่มีราคาสูงขึ้นมาอีกหน่อย เนื่องจากเป็นส่วนผสมที่มีราคาแพง)  และอาจเพิ่มวิตามินที่ผ่านกรรมวิธีต่างๆมาแล้ว ลงไปตามความเหมาะสม
 

 
อาหารโฺฮลิสติก มักเลือกที่จะใช้ส่วนผสมธรรมชาติที่มีกรดไขมันโอเมก้าสูง และเลือกใช้พืชผักต่างๆที่ให้วิตามินที่ครบถ้วน หลากหลาย และเป็นธรรมชาติกว่า เช่น มะเขือเทศ แครอท ถั่วลันเตา ผักโขม บร๊อคโคลี่ แอปเปิ้ล บลูเบอรี่ ฯลฯ  ซึ่งคุณจะไม่พบในส่วนผสมของอาหารทั่วไป รวมถึงการผสมพืชสมุนไพรต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานโรคให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ลดกลิ่นมูล ลดกลิ่นปาก และการเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีลงไปในอาหาร เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีระบบย่อยอาหารที่ดี  อีกทั้งการผลิตนั้นจะระมัดระวัง เพื่อให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารไปน้อยที่สุด
 
ไม่ใช่้เรื่องน่าแปลกที่อาหารเหล่านี้มีราคาสูงลิบ เพราะหากคุณอ่านส่วนผสมที่ข้างถุงดูแล้ว จะผลิตอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะมีราคาถูกได้  คำถามต่อมาที่ดิฉันมักจะพบ คือ จำเ็ป็นแค่ไหนที่จะต้องให้อาหารโฺฮลิสติก ?  ที่จริงแล้ว นี่คือคำถามที่คุณต้องถามตัวเอง ว่าคุณให้ความสำคัญกับสุนัขหรือแมวของคุณมากแค่ไหน ?  อาหารเกรดพรีเมี่ยมที่ราคาถูกกว่านั้น ถือว่าดีมากแล้ว (และแพงมากแล้ว) และคุณอาจไม่เห็นความแตกต่างสักเท่าไหร่ในระยะสั้น  นอกจากสุนัขจะมีปัญหาเรื่องแพ้อาหาร  ซึ่งเมื่อเปลี่ยนเป็นสูตรโฮลิสติกที่เหมาะสมมักจะเห็นผลชัดเจน  แต่ถ้าคุณคิดจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับสุนัขหรือแมวเท่านั้น คุณจะคำนึงถึงอายุที่ยืนยาวของเขา  การปลอดโรค(ปลอดค่ารักษา)  และสุขภาพจิตที่ดีจากการกินอาหารที่เป็นธรรมชาติ มากกว่าแค่ขนสวย ตัวโต และมีเรี่ยวแรง
 
Regal Holistic จากสหรัฐอเมริกา
 
 
สำหรับคนที่จ่ายไม่ไหวกับอาหารราคาขนาดนี้  สิ่งที่ดีที่สุดคือการหัดอ่านส่วนผสมข้างถุงอาหารก่อนที่คุณจะซื้อ  อาหารเกรดพรีเมี่ยมทั่วไป ไม่ได้มีส่วนผสมที่ดีเท่าๆกัน  ปัจจุบันคุณมักจะพบส่วนผสมที่ดีกว่าในราคาเท่ากัน หรือถูกกว่าในอาหารของบริษัทเ็ล็กๆ  ที่คุณอาจไม่ค่อยได้พบเห็น  ซึ่งจะไม่ได้บวกค่าโฆษณาหรือค่าการตลาดลงไปในราคาอาหาร 
 
ทางเดียวที่คุณจะรู้ได้ว่าอาหารนั้นดีหรือไม่ดี  ไม่ใช่การฟังคำชักชวนของผู้ขาย ผู้เพาะพันธุ์ หรือสัตว์แพทย์  ซึ่งอาจมีส่วนของการทำกำไรเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่คือการกระทำง่ายๆ ด้วยการพลิกดูส่วนประกอบข้างถุงอาหาร ซึ่งจะเรียงจากปริมาณมากไปน้อย (สำหรับอาหารที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา)  คุณจะได้รู้ว่า คุณกำลังจะจ่ายเงิน 2000-3000 บาท  เพื่อซื้อเนื้อไก่ผสมข้าวและวิตามิน หรือซื้อข้าวโพดกับถั่วเหลืองผสมเศษไก่และค่าโฆษณากันแน่
 
เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย  เรื่อง โฺฺฺฮลิสติก คืออะไร
จาก Shamu Quarterly , August-October 2011,  Volume 12  No.4
 
 
 
เจ้าของน้องหมาส่วนใหญ่ อาจไม่รู้ว่าเวลาพาน้องหมาเข้าร้านกรูมมิ่ง
ช่างหรือกรูมเมอร์ทำอะไรให้กับน้องหมาของเราบ้าง
กว่าจะสวย หล่อ สะอาด ขนนุ่ม หอม กลับบ้านได้
 
 
(ขอบคุณนางแบบ : ริชชี่ บ้านตุสติส by OMG!)
 
ขอบคุณนางแบบ : น้องถุงตังค์ ผู้ไม่ขอบการแปรงขน
 
บางคนเข้าใจว่า พา้น้องหมาไปอาบน้ำที่ร้าน เพียงแค่อาบน้ำ และเป่าขนให้แห้ง ก็กลับบ้านได้ จึงมักคิดว่าร้านไหนๆก็เหมือนกัน เลือกร้านที่คิดค่าบริการถูกๆเข้าไว้ จะได้ประหยัดเงิน โดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นๆเลย
 
อันที่จริงแล้ว รายละเอียดต่างๆที่ร้านกรูมมิ่งทำให้น้องหมานั้นมีมากมาย จนเจ้าของบางคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะน้องหมาพันธุ์ขนยาว เช่น ชิสุ พูเดิล ยอร์คเชีย ปอมเมอเรเนียน มอลทีส ฯลฯ ที่ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ มากกว่าน้องหมาพันธุ์ขนสั้น เนื่องจากพอขนเริ่มยาว หากที่บ้านไม่ได้แปรงขนอย่างทั่วถึงเป็นประจำ สังกะตังทั้งก้อนเล็กก้อนใหญ่จะเริ่มมาเยือน เราจะเพิ่มครีมนวด และการบำรุงขนและผิวหนังให้ด้วย เพื่อจะได้แปรงขนได้ง่ายขึ้น ทำให้ขนไม่ขาด ขนจึงนุ่ม เป็นเงางาม จนเจ้าของน้องหมาบางคนบอกว่า อาบน้ำเองไม่เห็นหอมและขนนุ่มสวยขนาดนี้ 
 
เจ้าของหลายคนเวลามารับน้องหมา แค่จ่ายเงินแล้วก็อุ้มน้องหมาเดินจากไป บางคนมองหาจุดบกพร่องของทรงขนที่ช่างตัดไว้ เช่น คางไม่เท่ากัน ขนแลบออกมา ไถไม่เนียนเรียบ โดยไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมของน้องหมาของตัวเองเลย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ช่างจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก (Safety First) ความสวยงาม ความเนี๊ยบ มาเป็นรอง ช่างบางคนเจอน้องหมาจะกัด ก็หยุดทำ ทิ้งขนหูยาว เล็บยาวไว้แบบนั้นก็มี
 
บางคนอุ้มน้องหมาขึ้นมาสำรวจดูท้องว่าเรียบร้อย หรือมีบาดแผลหรือไม่ บางคนกล่าวคำชมให้กำลังใจ โอบกอดน้องหมา ซึ่งเราเห็นว่าเป็นความคิดที่ดี บางคนร้องกรี๊ด ว่าน้องหมาน่าเกลียด เพ